เมโสแฟต (Meso Fat)

คือ การสลายไขมันหรือลดไขมันส่วนเกินด้วยวิธีการฉีดสารที่สกัดจากธรรมชาติลงไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต้องการจะสลายไขมันใต้ชั้นไขมันเพื่อกระชับสัดส่วน ลดไขมันส่วนเกิน โดยสารสกัดที่ฉีดนั้นประกอบไปด้วยแอลคาร์นิทีน เมโสสตาบิล ไทโรซีน และสารสกัดอาร์ติโชค ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันตามธรรมชาติ เปลี่ยนไขมันให้กลายเป็นพลังงาน และลดการเกิดเซลล์ไขมันใหม่

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการฉีดเมโสแฟตสามารถช่วยทำให้ร่างกายมีความกระชับเข้ารูปมากยิ่งขึ้น โดยบริเวณที่ผู้คนนิยมฉีดเมโสแฟต คือ บริเวณแก้ม เหนียง หน้าท้อง ต้นแขนและต้นขา ซึ่งหลังจากฉีดเมโสแฟตเข้าไปในร่างกายแล้ว จะทำให้ไขมันสลายและแตกตัวเป็นของเหลว จากนั้นจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ อุจจาระ และทางเหงื่อ

Inskyclinic เราใช้ผลิตภัณฑ์ Meso แบรนด์ชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น Miracle B, SiSi, VLine และ Lipo Caff

จากภาพ แสดงให้เห็นขั้นตอนการทำงานของเมโสแฟต หลังฉีดจะช่วยให้ไขมันแตกตัวและถูกขับออกจากร่างกาย ทำให้ปริมาณไขมันส่วนเกินลดลงเร็วขึ้น

เมโสแฟต ช่วยเรื่องอะไร?

เมโสแฟต ช่วยในการสลายไขมัน จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดสัดส่วนจุดต่าง ๆ ของร่างกาย ให้ลดลงเร็วขึ้นจากวิธีปกติ ฉีดลดแก้ม เหนียง ลดขนาดต้นแขน ต้นขา สะโพก และลดไขมันในจุดที่มีการสะสมมาก ๆ

ข้อดี

  • หลังฉีดไม่ต้องพักฟื้น
  • บวมช้ำน้อย (อาจบวมเป็นปริมาณยาได้ ใน 3 – 4 ชั่วโมงแรก)
  • ใช้เวลาในการฉีดไม่นาน
  • เห็นผลเร็ว
  • ปลอดภัยสูง

ราคาไม่แพงข้อดีโดยสรุปของการฉีด Meso fat คือ ช่วยขจัดไขมันส่วนเกิน ทั้งบริเวณใบหน้าและอวัยวะอื่นๆ ให้ได้สัดส่วนที่ต้องการอย่างรวดเร็ว เหมาะกับคนที่ไม่อยากผ่าตัดและไม่มีเวลาพักฟื้น

ข้อเสีย

ข้อเสีย ของการฉีด Meso fat คือ ไม่สามารถเห็นผลได้ทันทีเหมือนการดูดไขมันครับ ต้องอาศัยระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จึงจะเห็นผลลัพธ์ของตัวยาที่ฉีดเข้าไป

และเมโสแฟตไม่เหมาะกับคนที่มีปริมาณไขมันมากๆ อาจต้องฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง จึงจะเห็นผลที่ชัดเจน ทั้งนี้ควรให้แพทย์ประเมินว่าปริมาณไขมันในจุดนั้นเหมาะกับการฉีดเมโสแฟตหรือไม่

นอกจากนี้ตัวยา Meso fat หลายตัวยังไม่ได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาในประเทศไทย และยังไม่มีผลวิจัยใดๆ รับรองว่าสารเหล่านั้นจะสามารถสลายไขมันให้ร่างกายได้จริง เพื่อความปลอดภัยควรเลือกคลินิกฉีดเมโสแฟตที่ได้มาตรฐาน ใช้ตัวยาที่ผ่านการรับรองจากอย.แล้วเท่านั้นครับ

อาการหลังฉีดเมโสแฟต

หลังฉีดเมโสแฟตสลายไขมันจะมีอาการบวมจากปริมาณตัวยาที่ฉีดเข้าไป ซึ่งตัวยาจะซึมยุบไปเองประมาณ 3-4 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลครับ ไม่ปวด ไม่อักเสบ อาจจะมีอาการบวมเข็มได้เล็กน้อยเป็นปกติครับ

3 แบรนด์ชั้นนำ ที่อินสกายให้บริการ

หลังฉีดเมโสแฟตสลายไขมันจะมีอาการบวมจากปริมาณตัวยาที่ฉีดเข้าไป ซึ่งตัวยาจะซึมยุบไปเองประมาณ 3-4 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลครับ ไม่ปวด ไม่อักเสบ อาจจะมีอาการบวมเข็มได้เล็กน้อยเป็นปกติครับ

Miracle

Miracle

Miracle

เมโสแฟตช่วยเรื่องอะไร? สามารถฉีดที่บริเวณใดในร่างกายได้บ้าง

การฉีดเมโสแฟตจะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกิน และปรับรูปหน้าหรือสัดส่วนของร่างกายให้แลดูสมส่วน และกระชับในระยะเวลาอันสั้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันส่วนเกิน ผู้ที่ต้องการมีสัดส่วนที่เข้ารูป รวมไปถึง ผู้ที่ออกกำลังกาย แต่ก็ยังไม่สามารถลดไขมันลงได้ หรือยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่พึ่งพอใจ

โดยทั่วไปคนมักจะนิยมฉีดเมโสแฟตเพื่อสลายไขมันบริเวณใบหน้า แต่แท้จริงแล้วเมโสแฟตนั้นยังสามารถฉีดที่บริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้อีกด้วย

เมโสแฟต ฉีดตรงไหนได้บ้าง

เมโสแฟตสามารถกำจัดไขมันส่วนเกินได้หลายจุดดังภาพตัวอย่าง

เมโสแฟต สามารถฉีดสลายไขมันได้หลายจุดครับ ที่นิยมคือการฉีดลดไขมันหน้า ฉีดสลายไขมันแก้ม ใต้คาง เหนียง จะช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น และจุดอื่นๆ ที่สามารถฉีดสลายไขมันได้เช่นกัน ได้แก่ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา น่อง สะโพก

สามารถฉีดเมโสแฟตร่วมกับการฉีดโบท็อกได้ครับ ช่วยลดไขมันและกล้ามเนื้อ เพื่อให้ได้รูปหน้าและรูปร่างที่สวยงาม ดูกระชับมากยิ่งขึ้น

ข้อปฏิบัติและข้อห้ามหลังฉีดเมโสแฟตแก้ม/เหนียง

  1. หลังทำแฟตแก้มไม่ควรกดหรือนวดในบริเวณที่ฉีด ตัวยาจะค่อยๆซึมยุบไปเอง
  2. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร การดื่มน้ำจะช่วยให้ไขมันถูกขับออกจากร่างกายได้มากขึ้น
  3. เปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เพื่อไม่ให้ไขมันกลับมาอีก
  4. หลังทำแฟตแก้มควรหลีกเลี่ยงการอบซาวหน้า นวดหน้า หรือทำเลเซอร์อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  5. หลังจากทำแฟตแก้มควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

ฉะนั้น การฉีดเมโสแฟตเพื่อสลายไขมันส่วนเกินนั้น เหมาะสำหรับทุกคนที่มีความกังวลและไม่มั่นใจในรูปร่างที่ไม่กระชับ หย่อนคล้อยของตนเอง เพียงแต่ต้องฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ และคลินิกที่มีใบอนุญาต เพื่อที่จะได้ไม่มีผลข้างเคียงที่อันตรายตามมาในภายหลัง

ทั้งนี้ ในการฉีดเมโสแฟตจะไม่แนะนำให้กับหญิงมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร และผู้ที่มีปัญหาผิวหนัง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือส่งผลเสียต่อบุตรในครรภ์ได้